ทัวร์ลงอย่างสร้างสรรค์

(I’ve decided to migrate some of the articles in Thai that I’ve written on Medium to here. This article was written back in June, and it deals with Sean Buranahiran, a life coach who was criticized after praising Deputy Prime Minister Prawit Wongsuwan, and the fallout that ensued.

ดาไลลามาะเคยกล่าวว่า “จะเปลี่ยนใจคนอื่นได้ต้องทำด้วยความเป็นมิตร มิใช่อารมณ์โกรธแค้น”

น้อยคนนักที่จะรู้สึกดีหลังโดนด่า จะโน้มน้าวใครด้วยคำพูดที่รุนแรงก็คงได้แต่แรงต่อต้านสะท้อนกลับมา

การเฝ้าดูกรณีของ ‘ฌอน บูรณะหิรัญ’ มาหลายวัน ก็ทำให้รู้สึกว่า คำสอนง่ายๆ ของดาไลลามาะอาจจะเป็นสัจธรรมของโลกที่คนเข้าไม่ถึง

โลกออนไลน์ควรเป็นสะพานที่ช่วยให้คนใกล้ชิดกันมากขึ้น เปิดโอกาสให้ผู้คนได้สนทนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น

แต่ทางการเมืองกลับเป็นกำแพงที่กั้นระหว่างคนสองขั้ว เพียงแต่มีประตูเปิดไว้ให้พอเดินไปตะโกนด่ากันได้

ส่วนตัวผมไม่มีความคิดเห็นอะไรมากต่อคำพูดของฌอน ไม่เคยสนใจไลฟ์โคชคนนี้มาก่อน และก็ไม่เห็นด้วยว่าพลเอกประวิตรเป็นคนที่น่ารัก

แต่ก็ยอมรับได้ว่าใครจะชอบนักการเมืองคนไหนก็เป็นสิทธิส่วนบุคคล ในสังคมที่เปิดกว้าง ทุกคนมีมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นของตนให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน

แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อได้แสดงความคิดเห็นที่มีแล้ว ก็ต้องยอมรับในสิทธิของคนอื่นที่จะเห็นต่างและโต้แย้ง

คุณจะเขียนอะไรก็ได้ในโพสต์ของคุณ แต่คนอื่นก็สามารถมา “ทัวร์ลง” ในเพจของคุณเช่นกัน!

มันคืออิสรภาพทางความคิด

แต่อิสรภาพทางความคิดไม่ได้หมายถึงความคิดที่สร้างสรรค์

* * *

ปรากฎการณ์ที่เห็นได้มากขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมออนไลน์ คือสิ่งที่ในประเทศตะวันตกเรียกว่า “Call out culture” หรือ “Cancel culture” วัฒนธรรมของการประณามผู้ที่แสดงความคิดเห็นที่ผู้อื่นมองว่าน่ารังเกียจ ขัดกับศีลธรรม เพื่อไม่ให้บุคคลดังกล่าวมีที่ยืนต่อไปได้ในสังคม

หรือเรียกง่ายๆ คือการ ‘คว่ำบาตร’ หรือ ‘แบน’ คนที่เรารู้สึกว่าได้พูดหรือกระทำอะไรที่เราไม่เห็นด้วย

ในต่างประเทศ มักทำการแบนคนดังที่มีพฤติกรรมเหยียดผิวหรือเพศ แต่ในไทย เราได้เห็นการแบนคนที่ถูกกล่าวหาว่าฝักไฝ่เผด็จการ

ในกรณีของฌอน ก็จะเห็นตรรกะที่ว่า ฌอนคิดว่าพลเอกประวิตรน่ารัก แปลว่าฌอนสนับสนุนเผด็จการที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ดังนั้นทุกคนควรจะรังเกียจฌอน เลิกสนับสนุนงานของเขา

มันเป็นสิทธิของผู้บริโภคที่จะเลือกไม่สนับสนุนผลงานของใครคนหนึ่ง แต่ก็ต้องยอมรับว่าตรรกะเช่นนี้มีความอันตรายในตัว

เช่น อะไรคือมาตรฐานที่ใช้ในการตัดสินว่าใครมีความคิดที่น่ารังเกียจ? ถ้ากล่าวว่าทักษิณน่ารักนับว่าผิดหรือไม่ ในเมื่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนก็เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลของทักษิณเช่นกัน?

การประณามฌอน อาจเป็นเพียงการทัวร์ลงบนเพจของคนที่แสดงความคิดเห็นที่แตกต่างทางการเมือง

คำถามอีกข้อคือ การประณามฌอนด้วยคำหยาบคาย มีผลดีจริงหรือไม่?

หลายคนอาจคิดว่ามันคือการช่วยขจัดความคิดที่ขัดต่ออุดมการณ์ประชาธิปไตยให้หมดไปจากสังคม

แต่เราต้องยอมรับว่าในปัจจุบัน สังคมไทยไม่ได้มีฉันทามติว่าประชาธิปไตยคือระบอบการปกครองที่เหมาะสมกับประเทศไทยมากที่สุด

บางคนเชื่อว่าประเทศไทยกับประชาธิปไตยไปด้วยกันไม่ได้

บางคนต้องการเพียงเสถียรภาพ จึงชอบสโลแกน “เลือกความสงบจบที่ลุงตู่”

บางคนคิดว่านักการเมืองกับทหารก็ “เลว” พอกัน ใครจะปกครองไม่สำคัญ

นานาเหตุผลที่ชี้ไปที่ข้อสรุปเดียวกัน

จะว่าไปก็เป็นเรื่องตลกร้าย ที่หลังการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองมา 88 ปี คนไทยยังตกลงกันไม่ได้ว่าประเทศไทย “พร้อม” สำหรับการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยหรือไม่

แต่ความจริงคือความจริง เรามิอาจปฏิเสธได้ว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยยินดีที่จะให้มีการปกครองด้วยระบอบอำนาจนิยม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม

ดังนั้น ถ้าอยากขับเคลื่อนประเทศไทยไปในทิศทางที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นจริงๆ ก็ไม่อาจทำด้วยการปิดหูตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนเกือบครึ่งประเทศ แต่ต้องทำด้วยการเปลี่ยนใจคนให้เห็นว่าประชาธิปไตยมีดีอะไร

ผลการวิจัยรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรัฐแคลิฟอร์เนีย เบิร์คลีย์พบว่า “ผู้ใช้ทวิตเตอร์มักเชื่อว่าเราควรประณามคนที่เห็นต่างจากเรา แต่เราพบว่าการจะโน้มน้าวคนให้สำเร็จต้องใช้กลวิธีที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง”

กลวิธีดังกล่าว คือการรับฟังด้วยใจที่เปิดกว้าง และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล

การด่าฌอนด้วยถ้อยคำที่รุนแรง ก็มีแต่จะส่งเสริมความรู้สึกโกรธแค้น และทำให้คนที่คิดเหมือนเขามองว่า ‘ฝั่งประชาธิปไตย’ ไม่ได้สนับสนุนเสรีภาพทางความคิดอย่างแท้จริง (ซึ่งก็ขัดกับหลักประชาธิปไตยในตัวมันเอง…)

คนที่สนับสนุนประชาธิปไตยคงไม่ฟังถ้าใครมาด่าว่าเป็น ‘ควายแดง’ หรือ ‘ยุวชนส้ม’ ส่วนคนที่คิดว่าระบอบอำนาจนิยมมีประสิทธิภาพมากกว่าก็ไม่ฟังถ้ามีใครมาด่าว่าเขาเป็น ‘สลิ่ม’

มันคือการปิดประตูใส่หน้ากันก่อนที่จะได้คุยด้วยซ้ำ!

ตามที่นักเขียน Stephen Covey เคยกล่าวไว้: “Seek first to understand, then to be understood.”

ถ้าอยากจะให้คนอื่นเข้าใจเรา เราก็ต้องเข้าใจเขาก่อน

* * *

บางทีการ ‘ปรองดอง’ ที่นักการเมืองมักใฝ่หา ก็เป็นเพียงอุดมคติที่เราไม่อาจเอื้อมถึง เพราะในสังคมที่เสรี ย่อมต้องมีคนที่เห็นต่างจากเรา ดังนั้นการปรองดองในระบบประชาธิปไตยอาจเป็นอะไรที่เพ้อฝันก็ได้

แต่เราไม่จำเป็นต้อง ‘ปรองดอง’

เราเพียงแต่ต้องคุยกันด้วยเหตุแลผล ยอมรับความจริงว่าประชาธิปไตยยังเป็น
อะไรที่คนไทยยังถกเถียงกันว่ามันดีจริงมั๊ย ยอมรับมุมมองที่แตกต่างให้ได้

ผมไม่ได้คิดว่าบทความนี้จะเปลี่ยนใจใครได้มากนัก ตราบใดที่ยังมีโลกออนไลน์ เราก็จะเห็นปรากฎการณ์ ‘ทัวร์ลง’ ไปเรื่อยๆ เพราะมันคือเสรีภาพในการแสดงออก

และแน่นอน ไม่มีใครจำเป็นต้องฟัง เพราะหนึ่งบทความเป็นเพียงหยดน้ำเล็กๆ ในมหาสมุทรแห่งความคิด หนึ่งความเห็นเป็นเพียงเสียงเบาๆ ในโลกที่ทุกคนตะโกนเสียงดัง

แต่ก็เขียนด้วยความอยากเห็นประเทศไทยที่พยายามเปลี่ยนใจคนอย่างสร้างสรรค์

เพราะเราอาจได้เห็นอิสรภาพทางความคิดที่สร้างสรรค์อย่างแท้จริง

(เครดิตภาพ)

One response to “ทัวร์ลงอย่างสร้างสรรค์”

  1. Everything is very open with a really clear explanation of the issues.
    It was truly informative. Your site is useful. Thank you for sharing!
    Schalke 04 Trikot

Leave a comment.

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.